"ภาวะผู้นำ" ที่ดี ที่ไม่ใช่"หัวหน้า"ทุกคนจะทำได้

ภาวะผู้นำ Leadership


               ในโลกของธุรกิจปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเราทุกคนล้วนเจอ “ผู้นำ” หรือที่ติดปากเรียกกันว่า “หัวหน้า” แต่ภาวะการเป็นผู้นำและหัวหน้านั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ภาวะผู้นำเป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ เนื่องจากเป็นกลุ่มทักษะ ซึ่งมีจุดประสงค์หลักๆ คือ

-  การโน้มน้าวและการนำทีมให้บรรลุเป้าหมาย 
- มุ่งสู่ความสำเร็จ 

  โดยกลุ่มทักษะนี้จะประกอบด้วยทักษะ Soft Skills เช่น 

- ทักษะการสื่อสาร 
- ทักษะการฟัง 
- ความเห็นอกเห็นใจ หรือความคิดสร้างสรรค์  

 

 โดยทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้นำในยุค Digital Disruption ควรให้ความสำคัญ และมุ่งเน้นพัฒนา

- ผู้นำที่ดีไม่ใช่หัวหน้า และไม่ใช่ “ผู้นำ” ทุกคนที่จะมี 
- ผู้นำที่ดีต้องกระตือรือร้น พร้อมปรับตัวกับยุคสมัยแต่ต้องคงไว้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจ (empathy)
- การปรับตัวของผู้นำในยุคดิจิตอลนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยทักษะความคิดสร้างสรรค์ และคำนึงถึงความยั่งยืน

 

                    ทักษะความเป็นผู้นำประกอบด้วยความสามารถหรือจุดแข็งจากบุคคลที่มีบทบาทในการบริหารจัดการ ซึ่งช่วยในการชี้แนะและสนับสนุนกลุ่มคนหรือทีมงานให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน หรือที่เรียกกันติดปากว่า "Teamwork" โดยทักษะความเป็นผู้นำนี้ประกอบไปด้วย การสื่อสาร การเจรจาต่อรอง การแก้ไขข้อขัดแย้ง การตัดสินใจ และอื่นๆ


องค์ประกอบของทักษะความเป็นผู้นำ



1. การสื่อสาร

ผู้นำดีต้องเป็นนักสื่อสารที่ดีด้วย สื่อสารได้ตรงประเด็น แม่นยำ ไม่อ้อมค้อม ไม่ว่าจะเป็นการชมเชย วิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ การบอกเป้าหมายและสิ่งที่ควรทำอย่างชัดเจน และควรสื่อสารอย่างพอเหมาะพอดี มีการลำดับความสำคัญอย่างเหมาะสม

2. การเจรจาต่อรอง

การเจรจาเกี่ยวข้องกับบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป ที่มีส่วนร่วมในการสนทนาเพื่อหาแนวทางแก้ไขในแบบที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ เป็นผลให้คุณและบุคคลที่คุณกำลังเจรจา ด้วยอาจบรรลุข้อตกลงที่เป็นทางการ

3. แก้ปัญหาความขัดแย้ง

ผู้นำที่กระตือรือร้นจะเข้าใจวิธีหลีกเลี่ยงข้อพิพาทและมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนั้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งตามหลักการแล้ว ผู้นำที่ดีจะสามารถรักษาความสงบและตัดสินใจอย่างมีวิจารณญาณเมื่อต้องจัดการกับความขัดแย้งต่างๆ

4. ความสามารถในการปรับตัว

ในฐานะผู้นำที่ปรับตัวได้ จะปรับพฤติกรรมเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ ผู้นำจะมีความยืดหยุ่น เมื่อเรื่องต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากความพ่ายแพ้ โดยผู้นำจะมองว่าเป็นโอกาสในการเติบโต

5. การคิดอย่างมีวิจารณญาณ

การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจประเด็นหรือหัวข้ออย่างถ่องแท้ ถือเป็นการกระทำของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งขั้นตอนของกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณมักเกิดจากการรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อมูล การตั้งคำถามโดยเจตนา และตรวจสอบคำตอบที่เป็นไปได้


6. การตัดสินใจ

ในฐานะผู้นำต้องเจอกับการตัดสินใจครั้งสำคัญๆ อยู่บ่อยครั้ง และในบางครั้งก็ต้องตัดสินใจภายใต้แรงกดดันและเวลาที่จำกัด สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้จักวิเคราะห์ข้อมูล ประเมินทางเลือก และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่แค่ใช้ความรู้สึกหรืออารมณ์ชั่ววูบ ให้รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ความเสี่ยงและผลตอบแทน แล้วค่อยตัดสินใจ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง


7. การแก้ปัญหา

นักแก้ปัญหาที่มีประสิทธิผลในการเป็นผู้นำ มีความสามารถในการคาดการณ์ปัญหาในที่ทำงาน กำหนดปัญหา ระบุสาเหตุ พัฒนาแผนการแก้ไขปัญหา และเรียนรู้จากปัญหาเดิมๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต ซึ่งการแก้ปัญหาต้องใช้ทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเคารพต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การดูและนำเสนอประเด็นที่จะเป็นโอกาสและเป็นประโยชน์ต่อผู้นำและพนักงาน

8. การสร้างความสัมพันธ์

ความเป็นผู้นำนั้นมักจะเกี่ยวข้องกับผู้คน หากผู้คนไม่เข้าใจบุคคลที่กำลังชี้นำ ผู้นำก็จะไม่สามารถเป็นผู้นำอย่างมีประสิทธิภาพได้ ความสามารถในการสร้างความผูกพันและสร้างความสามัคคีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้นำที่มีประสิทธิภาพ

9. การจัดการเวลา

การบริหารเวลาเกี่ยวข้องกับการวางแผนและควบคุมว่าจะทุ่มเวลาให้กับงานต่างๆ มากน้อยเพียงใด ผู้นำที่บริหารเวลาอย่างมีประสิทธิผลอาจประสบความสำเร็จได้มากขึ้นโดยใช้เวลาน้อยลง รู้สึกเครียดน้อยลง และประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน เพราะการบริหารเวลาอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ผู้นำมีเวลาให้กับบุคลากรในทีมมากขึ้น

10. ความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ

ความไว้วางใจเป็นรากฐานสำคัญของภาวะผู้นำ ถ้าทีมไม่ไว้ใจในตัวตน ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ยากที่จะนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้


11. ความคิดสร้างสรรค์

กรอบความคิดที่สร้างสรรค์เปิดกว้าง ไม่ปิดหรือเข้มงวด และสร้างสรรค์แนวคิดและวิธีแก้ปัญหาที่มีทั้งความสำคัญและมีประสิทธิภาพ โดยการสนับสนุนให้ทีมงานแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ผู้นำจะมอบโอกาสในการพัฒนาสินค้าและบริการที่ทำให้ทีมแตกต่างจากคู่แข่ง สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

12. แนวทางเชิงกลยุทธ์

ผู้นำต้องคิดอย่างมีกลยุทธ์และมีวิจารณญาณเมื่อทำการตัดสินใจที่ยากลำบาก ความเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจด้วยการพิจารณาอย่างรอบคอบและวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณเพื่อนำทีมไปสู่ความสำเร็จ ผู้นำที่ประสบความสำเร็จจะคิดก่อนที่จะลงมือทำ

13. การตระหนักรู้ในตนเอง

การตระหนักรู้ในตนเองของการเป็นผู้นำนั้น เกี่ยวข้องกับการทำความเข้าใจบุคลิกภาพ พฤติกรรม และแรงจูงใจของตัวเอง จากนั้นพิจารณาว่าลักษณะและคุณสมบัติเหล่านี้มีอิทธิพลต่อทักษะความเป็นผู้นำของคุณอย่างไร การไตร่ตรองตนเองอาจเป็นเครื่องมืออันทรงพลังด้วยตัวมันเอง การตระหนักรู้ในตนเองและการไตร่ตรองสามารถช่วยให้คุณตระหนักถึงสิ่งที่คุณให้กับงานของคุณในฐานะผู้นำ และทำให้ทราบจุดที่ต้องปรับปรุง การตระหนักรู้ในตนเองทำให้วิเคราะห์ได้ว่า จุดใดที่คุณเป็นเลิศและจุดใดที่คุณควรเติบโต ซึ่งเมื่อความเป็นผู้นำของคุณเป็นเลิศแล้ว ประสิทธิภาพการทำงานของบริษัท ก็จะมีแนวโน้มตามมาด้วย



14. การพัฒนา Mindset ของผู้นำ

การมี Mindset หรือกรอบความคิดที่ถูกต้องเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก พยายามมองหา "อุปสรรค" ที่เป็น "โอกาส" ในการเรียนรู้และพัฒนา จะทำให้มีพลังในการแก้ปัญหามากขึ้น

15. การพัฒนา EQ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี

1. ฝึกสังเกตอารมณ์ของตัวเอง: ลองจดบันทึกว่าในแต่ละวันเรารู้สึกอย่างไรบ้าง อะไรเป็นสาเหตุ และเราตอบสนองต่ออารมณ์นั้นอย่างไร

2. ฝึกการฟังอย่างตั้งใจ: ไม่ใช่แค่ฟังคำพูด แต่สังเกตน้ำเสียง ภาษากาย และอารมณ์ของคู่สนทนาด้วย

3. ฝึกการเอาใจเขามาใส่ใจเรา: ลองมองสถานการณ์จากมุมมองของคนอื่น เพื่อเข้าใจความรู้สึกและแรงจูงใจของพวกเขา

4. ฝึกการจัดการความเครียด: หาวิธีผ่อนคลายที่เหมาะกับตัวเอง เช่น การทำสมาธิ การออกกำลังกาย หรือการทำงานอดิเรก

5. ขอฟีดแบ็คจากคนรอบข้าง: ถามความคิดเห็นจากเพื่อนร่วมงานหรือคนใกล้ชิดว่าเราจัดการกับอารมณ์และความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างไร

อีกด้านหนึ่งของมุมมองในการมีทักษะ "ความเป็นผู้นำ"  ที่มากกว่า "ผู้นำทั้วไป" คือ

1. บุคคลที่ชี้แนวทางและเป็นผู้ที่มีอิทธิพล หรืออํานาจเหนือคนอื่น 
2. เป็นคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นผู้นํา 
3. บุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ 
4.  บุคคลที่ได้คะแนนสังคมมิติสูงสุด



 The Evolution of My Leadership Style

 L = LOVE รักความยุติธรรม  หน้าที่การงาน  ความก้าวหน้าของผู้ใต้บังคับบัญชา 

E = EDUCATION & EXPERIENCE ผู้นําต้องมีการศึกษาและประสบการณ์สูง 

A = ADAPTABILITY ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม 

D = DECISIVENESS มีความเชื่อมั่นในตัวเอง สามารถตัดสิ่นปัญหาได้รวดเร็ว

E = ENTHUSIASM มีความตั้งใจในการปฏิบัติงานอย่างจริงจังและจริงใจ 

R = RESPONSIBILITY มีความรับผิดชอบในผู้อื่นและรับผิดชอบงาน 

S = SACRIFICE & SINCERE เสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม 

H = HARMONIZE เสริมสร้างความสามัคคีและความเข้าใจอันดีต่อเพื่อนร่วมงาน 

I = INTELLECTUAL  CAPACITY มีความคิดริเริ่ม ฉลาด มีไหวพริบ ทันคนทันเหตุการณ์ 

P = PERSUASIVENESS ความสามารถในการจูงใจคน มีทักษะในการสื่อสาร


แนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำในองค์กร


การพัฒนาภาวะผู้นำในองค์กรเป็นกระบวนการที่ต้องมีการวางแผนและการปฏิบัติอย่าต่อเนื่อง โดยมีแนวทางสำคัญ ดังนี้

1. การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้

ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องภายในองค์กร ทั้งการเรียนรู้ผ่านการอบรม การให้คำปรึกษา (mentorship) และการจัดเวิร์กช็อปที่เกี่ยวข้องกับทักษะการเป็นผู้นำ การมีวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาตนเองจะช่วยให้ผู้นำทุกระดับเติบโตได้อย่างมีศักยภาพ

 

2. การประเมินและวางแผนพัฒนาส่วนบุคคล

ควรมีการประเมินทักษะและศักยภาพของพนักงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อระบุจุดแข็งและจุดที่ต้องพัฒนา จากนั้นให้มีการวางแผนการพัฒนาที่ชัดเจน เช่น การฝึกทักษะใหม่ ๆ การพัฒนาภาวะผู้นำ หรือการฝึกการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน

 

3. การสร้างเครือข่ายผู้นำ

ผู้นำควรมีโอกาสในการสร้างเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกองค์กร การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างผู้นำคนอื่น ๆ จะช่วยเสริมสร้างมุมมองที่กว้างขึ้นและทำให้สามารถนำไปปรับใช้กับการแก้ไขปัญหาภายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

4. การให้คำปรึกษาและโค้ชชิ่ง 

การมีพี่เลี้ยงหรือโค้ชที่มีประสบการณ์ช่วยในการแนะนำแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำให้เหมาะสมกับสถานการณ์และความต้องการของแต่ละบุคคล จะช่วยให้ผู้นำเติบโตได้เร็วขึ้นและเข้าใจถึงบทบาทของตนเองมากขึ้น

 

5.  การสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง

ในยุคที่เทคโนโลยีและธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรควรส่งเสริมให้ผู้นำเปิดรับการเปลี่ยนแปลง มีความยืดหยุ่นในการปรับตัว และเรียนรู้จากความล้มเหลว เพื่อให้ผู้นำสามารถขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

 

6. การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม

ผู้นำที่ดีควรมีความคิดสร้างสรรค์และสามารถนำพาทีมไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ช่วยสร้างมูลค่าให้กับองค์กร ดังนั้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์และเปิดโอกาสให้พนักงานเสนอแนวคิดใหม่จะช่วยพัฒนาผู้นำในระยะยาว




            สุดท้ายทุกคนมีคุณสมบัติที่สามารถเป็นหัวหน้าได้ แต่จะมีภาวะนำหรือไม่นั้นขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคล ทั้งนี้สามารถฝึกฝนทักษะเหล่านั้นได้ ในโลกความเป็นจริงไม่มีใครสามารถทำได้ครบจบรอบด้าน แต่จงเป็นหัวหน้า ที่ดี ที่มีภาวะผู้นำ ที่คนในทีมให้ความไว้วางใจและพร้อมฝากความฝันการเติบโตในหน้าที่การงาน และเป็นหน่วยซัพพอร์ตทุกคนในทีมให้ก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกันก็พอ เพราะการเดินทางในสายธุรกิจ ไม่มีใครเดินไปได้ เพียงผู้เดียว

อรรถพล ดวงสวรรค์

ความคิดเห็น