น้ำยาขจัดสนิมเป็นสารเคมีที่คิดค้นขึ้นเพื่อละลายและกำจัดสนิมออกจากพื้นผิวชิ้นงาน ทำงานโดยการสลายเหล็กออกไซด์ (สนิม) ด้วยปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้ง่ายต่อการเช็ดหรือล้างออก น้ำยาขจัดสนิมนั้นมีหลายรูปแบบ เช่น ของเหลว/สารละลาย เจล หรือแบบสเปรย์ โดยทั้งหมดเป็นแบบใช้งานกับบริเวณที่เป็นสนิมโดยตรง ช่วยฟื้นฟู/แก้ไขพื้นผิวชิ้นงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยการขจัดสนิมและเตรียมพื้นผิวสำหรับการเตรียมผิวชิ้นงานเพิ่มเติม เพื่อช่วยเพิ่ม/ยืดอายุการใช้งานของชิ้นงาน
น้ำยากำจัดสนิมใช้งานกับชิ้นงานประเภทไหนได้บ้าง
น้ำยาขจัดสนิมได้รับการออกแบบมาให้ใช้กับชิ้นงานกลุ่มเหล็ก รวมไปถึงชิ้นงานที่มีเหล็กผสมอยู่ เช่น: เหล็ก เหล็กหล่อ เหล็กดัด
น้ำยาขจัดสนิมส่วนใหญ่ไม่เหมาะสำหรับใช้กับชิ้นงานที่ไม่ใช่เหล็ก
(ที่ไม่มีเหล็ก/เหล็กกล้า) เช่น อะลูมิเนียม ทองแดง ทองเหลือง หรือทองแดง
เมื่อต้องการแก้ไขปัญหาของชิ้นงานชิ้นงานเหล่านี้ ต้องมีการขอคำแนะนำหรือปรึกษากับผู้ผลิตก่อนเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าน้ำยาขจัดสนิมปลอดภัยสำหรับใช้กับชิ้นงานเฉพาะ
กลุ่มผลิตภัณฑ์กำจัดสนิม มีการออกฤทธิ์เร็ว
ใช้งานง่าย ในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น
-ผลิตภัณฑ์กำจัดสนิม สูตร เจล เป็นสูตรเข้มข้น สามารถทาได้ตรงจุดที่ใช้ ไม่หยดเลอะบริเวณอื่นที่ไม่ต้องการ
มีความเหมาะสำหรับพื้นผิวแนวตั้งและต้องการใช้งานที่มีความแม่นยำตรงจุด โดยการทาด้วยแปรง
-น้ำยาขจัดสนิม สูตรน้ำเข้มข้น มีความหนืดสูง ไม่หยดเลอะบริเวณอื่นที่ไม่ต้องการ
สามารถเกาะติดกับพื้นผิวบริเวณที่ต้องการ เหมาะสำหรับพื้นผิวแนวตั้ง
-น้ำยากำจัดสนิม
สูตรน้ำ ความหนืดต่ำ สามารถใช้แช่ชิ้นงานที่เป็นสนิมได้
เหมาะสำหรับใช้กับสิ่งของชิ้นเล็กๆ เช่น เครื่องมือ น็อต สลักเกลียว ฯลฯ
นอกจากนี้ยังสามารถใช้วิธีการฉีดสเปรย์ฉีดได้ด้วย น้ำยากำจัดสนิมสูตรนี้ นิยมใช้ที่สุดโดยการจุ่มชิ้นงานลงในสารละลายแล้วทิ้งไว้
อาจใช้เวลาหลายชั่วโมงขึ้นอยู่กับระดับของสนิม เนื่องจากมีฤทธิ์ที่อ่อนกว่า สามารถจุ่มทิ้งได้
การเตรียมชิ้นงานก่อนลงน้ำยากำจัดสนิม
-ก่อนใช้น้ำยาขจัดสนิม
สิ่งสำคัญคือต้องเตรียมพื้นผิวเบื้องต้น ทำความสะอาดพื้นผิว
เช่น ขจัดสนิม สี และเศษฝุ่นต่างๆ โดยใช้แปรงลวดหรือเครื่องขัด
ทำความสะอาดสิ่งสกปรกหรือไขมันออกจากพื้นผิวชิ้นงานด้วยน้ำยาล้าง
ช่วยให้มั่นใจได้ว่าน้ำยาขจัดสนิมสามารถกัดสนิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-ป้องกันพื้นที่ที่ไม่ต้องการ: หากเป็นไปได้
ให้ถอดชิ้นส่วนดังกล่าวออกจากบริเวณที่จะมีการกำจัดสนิม หากไม่สามารถถอดออกได้ ให้ทำการคลุมพื้นผิวโดยรอบบริเวณนั้นด้วยพลาสติก
เทปกาว หรือวัสดุป้องกันอื่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกัดกร่อนบริเวณดังกล่าวโดยไม่ได้ตั้งใจ
เนื่องจากน้ำยาขจัดสนิม มีฤทธิ์ค่อนข้างแรง อาจทำให้เป็นคราบและพื้นผิวบริเวณดังกล่าวเสียหายได้
-สวมอุปกรณ์ป้องกัน:
สวมถุงมือและแว่นตานิรภัยเพื่อปกป้องผิวหนังและดวงตาจากการสัมผัสกับน้ำยากำจัดสนิม
น้ำยาขจัดสนิมบางชนิดอาจมีสารเคมีรุนแรง ดังนั้นการทำงานด้วยความระมัดระวังอย่างเหมาะสม
จึงเป็นสิ่งสำคัญ
-พื้นที่ทำงานต้องระบายอากาศ: ต้องทำงานในพื้นที่ที่มีการระบายอากาศดีเพื่อลดการสัมผัสควันจากน้ำยากำจัดสนิม
หากทำงานในอาคาร ควรที่จะเปิดหน้าต่างและเปิดพัดลม เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของอากาศให้ดียิ่งขึ้น
-คำแนะนำ: ควรอ่านอย่างละเอียดและปฏิบัติตามคำแนะนำจากผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันอาจมีวิธีการใช้งานเฉพาะและแนวทางด้านความปลอดภัยที่ต้องปฏิบัติตามเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
การทำงานที่มีคุณภาพนั้นต้องมาพร้อมกับความปลอดภัยของผู้ผู้ปฏิบัติงานเสมอ
ดังนั้นควรที่จะทบทวนข้อมูล วิธีการ ขั้นตอนต่างๆ ให้เข้าใจก่อนเสมอ เมื่อผู้ปฏิบัติงานมีความปลอดภัยที่เพียงพอ
การทำงานก็จะมีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพเสมอ
ระยะเวลาในการทำงานของน้ำยา?
-ประสิทธิภาพการทำงานของน้ำยาขจัดสนิมและระยะเวลาที่ใช้ในการทำงานอาจแตกต่างกันไป
ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ ความรุนแรงของสนิม และประเภทของชิ้นงาน
โดยทั่วไปจะเห็นผลได้ภายในไม่กี่นาทีหรืออาจหลายชั่วโมงหลังการใช้’ko
-โดยปกติแล้วเมื่อใช้น้ำยาขจัดสนิม Rust
Remover จะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากผ่านไป 5 นาที และระยะเวลาที่เห็นชัด
เมื่อผ่านไปประมาณ 15-10 นาที
-โดยสามารถใช้แปรงลวดขัดช่วยเพิ่มการทำงานของน้ำยา
ในการเจาะสนิมได้ หลังจากปฏิกิริยาเริ่มต้นขึ้น จะสังเกตเห็นสนิมจะค่อยๆเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาเข้ม
หรือ สีดำ หลังจากผ่านไป 15-30 นาที (สังเกตเห็นว่าสนิมหมดแล้ว)
ให้ใช้น้ำล้าง และตามด้วยผ้าแห้ง บางผู้ผลิตอาจมีสินค้าที่ช่วยปรับสภาพผิวชิ้นงานอีกครั้งหลังออกจากบ่อน้ำยากำจัดสนิม
เป็นน้ำยาสำหรับการหยุดการทำงานของน้ำยากำจัดสนิม
กรณีที่พบว่า ยังมีสนิมหลงเหลืออยู่ให้ทำการขัด
หรือ ทำกระบวนการกำจัดสนิมในบริเวณดังกล่าวซ้ำอีกครั้งได้
ข้อดีของการกำจัดสนิม
-ด้านประสิทธิผล: น้ำยากำจัดสนิมได้ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อขจัดสนิมออกจากพื้นผิวชิ้นงาน
ทำให้มีประสิทธิภาพที่สูง ดังมั่นใจได้ในด้านคุณภาพและประสิทธิภาพ
-ด้านความสะดวกสบาย: น้ำยาขจัดสนิมนั้นใช้งานง่าย
เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการขัดหรือการแปรงลวด
-ด้านความอเนกประสงค์: น้ำยาขจัดสนิมสามารถใช้ได้กับพื้นผิวชิ้นงานหลายประเภท
-ด้านวิธีแก้ปัญหาระยะยาว:
เมื่อกำจัดสนิมทั้งหมดแล้ว พื้นผิวก็พร้อมสำหรับการเตรียมผิวและเคลือบผิว
รวมไปถึงลงสี เพื่อป้องกันสนิมในระยะยาว
ข้อเสียของน้ำยากำจัดสนิม
-อันตรายจากสารเคมี: น้ำยากำจัดสนิมหลายชนิดมีสารเคมีที่รุนแรงซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ หากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม
ผู้ใช้งานควรใช้ความระมัดระวัง
-ความเสียหายที่พื้นผิว:
น้ำยาขจัดสนิมบางชนิดอาจทำให้เกิดความเสียหายกับพื้นผิวชิ้นงาน หากปล่อยทิ้งไว้นานเกินไปหรือใช้งานไม่ถูกต้อง
ดังนั้นจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตและทดสอบผลิตภัณฑ์ก่อนเสมอ เพื่อลดความเสียหายของชิ้นงาน
คำแนะนำการปกป้องพื้นผิว: ชิ้นงานสามารถเริ่มเกิดสนิมได้อย่างรวดเร็ว
โดยสนิมดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ใน 24 ชั่วโมง หลังการบำบัด
ดังนั้น สิ่งสำคัญเมื่อสนิมถูกกำจัดออกไปแล้ว พื้นผิวชิ้นงานจำเป็นต้องได้รับการปกป้องโดยเร็วที่สุด
ด้วยนำเข้ากระบวนปรับสภาพผิว การล้าง การเคลือบพื้นผิว และลงสี ไม่ว่าจะด้วยไพรเมอร์
แลคเกอร์ชิ้นงาน สีรองพื้นและสีป้องกันสนิม หรือสารเคลือบป้องกันชิ้นงานทันที







ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น